โรงงานที่กำลังจะลงทุนกับระบบมักถูกวางให้เลือกระหว่างสองทาง คือซื้อ ERP สำเร็จรูปที่มีทุกอย่างครบ กับจ้างพัฒนาระบบเฉพาะของตัวเอง ทั้งสองฝั่งมีคนเชียร์และมีเคสที่ล้มเหลวพอกัน เพราะคำถามที่ควรถามจริง ๆ ไม่ใช่ "อันไหนดีกว่า" แต่เป็น "กระบวนการของเราพิเศษตรงไหน และพิเศษพอที่จะจ่ายเพื่อมันไหม"
คำถามจริงคือกระบวนการของคุณพิเศษแค่ไหน
ERP สำเร็จรูปคือกระบวนการทำงานมาตรฐานที่ถูกแปลงเป็นซอฟต์แวร์ ซื้อมาแล้วได้ของที่ผ่านการใช้งานจากโรงงานหลายพันแห่ง แลกกับการที่คุณต้องปรับวิธีทำงานเข้าหาระบบ ส่วนระบบที่พัฒนาเองคือการแปลงกระบวนการของคุณเป็นซอฟต์แวร์ ได้ของที่พอดีตัว แลกกับเวลา เงิน และความรับผิดชอบในการดูแลระยะยาว
ถ้ากระบวนการที่คุณทำอยู่เหมือนโรงงานทั่วไป การยืนยันจะทำแบบเดิมต่อไปคือการจ่ายเงินเพื่อรักษานิสัย ไม่ใช่เพื่อรักษาความได้เปรียบ แต่ถ้าวิธีทำงานบางส่วนคือเหตุผลที่ลูกค้าเลือกคุณ การยัดมันเข้าเทมเพลตมาตรฐานก็คือการทิ้งจุดแข็งไปเอง
เมื่อไหร่ควรซื้อสำเร็จรูป
- งานหลักเป็นบัญชี คลัง จัดซื้อ และการเงิน ซึ่งมีมาตรฐานชัดและกฎหมายกำกับอยู่แล้ว
- ต้องการขึ้นระบบให้ทันรอบปีบัญชีหรือเงื่อนไขของคู่ค้า
- ยังไม่มีทีม IT ภายในที่จะดูแลระบบต่อเองได้
- ยอมปรับกระบวนการเข้าหาระบบได้ และผู้บริหารพร้อมผลักดันการเปลี่ยนแปลงนั้นจริง
ข้อสุดท้ายสำคัญที่สุดและถูกมองข้ามบ่อยที่สุด โครงการ ERP ที่ล้มเหลวส่วนใหญ่ไม่ได้ล้มเพราะซอฟต์แวร์ไม่ดี แต่ล้มเพราะซื้อมาแล้วไม่มีใครกล้าเปลี่ยนวิธีทำงาน สุดท้ายจ่ายค่าลิขสิทธิ์ทุกปีแต่ยังใช้ Excel เหมือนเดิม
เมื่อไหร่ควรพัฒนาเอง
- กระบวนการที่จะทำเป็นระบบคือจุดที่สร้างความต่างให้ธุรกิจ ไม่ใช่งานหลังบ้านทั่วไป
- เคยลองปรับ ERP สำเร็จรูปแล้วพบว่าต้องดัดแปลงเยอะจนราคาปรับแต่งแพงกว่าทำใหม่
- ต้องเชื่อมกับเครื่องจักรหรืออุปกรณ์หน้างานที่ระบบมาตรฐานไม่รองรับ
- ผู้ใช้หน้างานไม่ได้นั่งโต๊ะ ต้องใช้บนมือถือหรือแท็บเล็ตในสภาพแวดล้อมจริง
ข้อสุดท้ายเป็นเหตุผลที่เจอบ่อยในโรงงานไทย ระบบมาตรฐานหลายตัวออกแบบมาสำหรับคนนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ พอเอาไปให้ช่างที่มือเปื้อนน้ำมันใช้กลางไลน์ผลิต ต่อให้ฟีเจอร์ครบก็ไม่มีใครใช้
ทางที่สามที่โรงงานส่วนใหญ่เหมาะกว่า
ในทางปฏิบัติ โรงงานส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ที่ปลายทางใดทางหนึ่ง คำตอบที่ใช้ได้จริงคือเก็บงานมาตรฐานไว้กับระบบสำเร็จรูป แล้วพัฒนาเฉพาะส่วนที่เป็นจุดต่างของคุณมาต่อกับมัน
ตัวอย่างที่เห็นชัดคือการแจ้งซ่อมเครื่องจักร ระบบบัญชีและคลังยังอยู่บน ERP เดิม แต่ช่างสแกน QR Code ที่ติดอยู่กับเครื่องเพื่อแจ้งปัญหาจากหน้างานได้ทันที แล้วข้อมูลไหลกลับเข้าระบบหลัก วิธีนี้ได้ของที่พอดีกับหน้างานโดยไม่ต้องรื้อระบบบัญชีที่ใช้ได้ดีอยู่แล้ว
ต้นทุนที่คนลืมคิดทั้งสองทาง
ฝั่งซื้อสำเร็จรูป
- ค่าลิขสิทธิ์รายปีที่เพิ่มตามจำนวนผู้ใช้ ซึ่งโตขึ้นทุกปีที่ธุรกิจโต
- ค่าปรับแต่งให้เข้ากับงานจริง มักสูงกว่าค่าลิขสิทธิ์ปีแรกหลายเท่า
- ค่าที่ปรึกษาและการอบรม ซึ่งต้องทำใหม่ทุกครั้งที่มีพนักงานเข้าใหม่
- ความเสี่ยงเรื่องการย้ายออก ยิ่งใช้นานยิ่งย้ายยากและแพง
ฝั่งพัฒนาเอง
- ค่าดูแลต่อเนื่องหลังส่งมอบ ทั้งแก้บั๊กและปรับตามกฎหมายที่เปลี่ยน
- ความเสี่ยงเรื่องคนดูแล ถ้าไม่มีเอกสารและซอร์สโค้ดอยู่กับองค์กร การเปลี่ยนทีมจะกลายเป็นการทำใหม่
- เวลาของคนในองค์กรที่ต้องมาร่วมออกแบบและทดสอบ ซึ่งเป็นต้นทุนจริงแม้ไม่ได้จ่ายออกไปข้างนอก
- ค่าเซิร์ฟเวอร์และบริการภายนอกที่ระบบต้องใช้
เช็กลิสต์ก่อนตัดสินใจ
- เขียนกระบวนการปัจจุบันออกมาเป็นขั้นตอนจริง ไม่ใช่ตามที่คู่มือบอกว่าควรเป็น
- ทำเครื่องหมายว่าขั้นตอนไหนเป็นมาตรฐานทั่วไป ขั้นตอนไหนเป็นของเราจริง ๆ
- ถ้าส่วนที่เป็นของเราจริงมีไม่ถึงสองสามขั้นตอน ให้เอนไปทางสำเร็จรูปก่อน
- ประเมินต้นทุนห้าปี ไม่ใช่ปีแรก ทั้งสองทางเปลี่ยนอันดับกันบ่อยเมื่อมองยาว
- ถามให้ชัดว่าถ้าวันหนึ่งอยากเปลี่ยน จะเอาข้อมูลออกมาได้ยังไงและในรูปแบบไหน
ข้อสุดท้ายคือข้อที่คนถามน้อยที่สุดแต่เจ็บที่สุดเมื่อถึงเวลา ระบบที่ดีต้องยอมให้คุณเดินออกได้ ไม่ใช่ล็อกไว้ด้วยการทำให้ข้อมูลเอาออกยาก
คำถามที่พบบ่อย
- พัฒนาระบบเองใช้เวลานานแค่ไหน
- ขึ้นกับขอบเขต แต่แนวทางที่ปลอดภัยกว่าคือแบ่งเป็นเฟส เอาเส้นทางงานหลักเส้นเดียวขึ้นใช้จริงก่อนภายในไม่กี่เดือน แล้วค่อยต่อเติมจากของที่ใช้งานอยู่ ดีกว่ารอระบบสมบูรณ์ทั้งก้อนแล้วค่อยเปิดใช้
- มี ERP อยู่แล้วแต่ใช้ไม่ครบ ควรทำยังไง
- เริ่มจากหาสาเหตุก่อนว่าที่ไม่ได้ใช้เพราะระบบทำไม่ได้ หรือเพราะใช้งานยากจนคนเลี่ยงไปใช้วิธีเดิม สองสาเหตุนี้แก้คนละทาง กรณีหลังมักแก้ได้ด้วยการทำส่วนติดต่อผู้ใช้ใหม่เฉพาะงานที่คนต้องทำบ่อย โดยไม่ต้องเปลี่ยน ERP
- ระบบที่พัฒนาเองเชื่อมกับ SAP หรือ ERP เดิมได้ไหม
- ได้ ถ้าระบบเดิมเปิด API หรือมีช่องทางแลกเปลี่ยนข้อมูลที่รองรับ สิ่งที่ต้องตกลงตั้งแต่ต้นคือข้อมูลชุดไหนให้ฝั่งไหนเป็นเจ้าของ และถ้าสองฝั่งไม่ตรงกันจะยึดฝั่งใด
อยากให้ช่วยดูเคสของคุณโดยเฉพาะไหม
เล่าโจทย์มาคร่าว ๆ ได้เลย เราตีกรอบงบและระยะเวลาให้ฟรีตั้งแต่คุยครั้งแรก